วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

การปรับปรุงคุณภาพน้ำทิ้งโดยใช้บ่อบำบัดน้ำทิ้งและการหมุนเวียนน้ำ

ระบบบำบัดน้ำเสียสำหรับบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง

การจัดทำระบบบำบัดน้ำทิ้ง มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงคุณภาพน้ำทิ้งให้มีคุณภาพดีขึ้น จนอยู่ในระดับที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ในปัจจุบันมีการปรับปรุงคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งให้มีคุณภาพดีขึ้นเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ เนื่องจากน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติในบางพื้นที่มีคุณภาพต่ำลงจนไม่สามารถนำมาใช้เพาะเลี้ยงได้ และเพื่อลดผลกระทบจากน้ำทิ้งต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ระบบบำบัดน้ำทิ้งที่มีการทดลองนำมาใช้กับการเพาะเลี้ยงมีหลายระบบ เช่น ระบบบำบัดน้ำทิ้งแบบผสมผสาน (Integrated Treatment System) ระบบบำบัดน้ำทิ้งโดยใช้การกรองชีวภาพ (Biofiltering Treatment System) ระบบบำบัดน้ำทิ้งโดยวิธีทางชีวภาพ (Biological Treatment System) โดยมีรายละเอียดดังนี้


ระบบบำบัดน้ำทิ้งแบบผสมผสาน (Integrated Treatment System)

ระบบบำบัดน้ำทิ้งแบบผสมผสาน เป็นระบบที่ผสมผสานวิธีการต่างๆ มาใช้เพื่อบำบัดน้ำทิ้ง สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง จ.เพชรบุรี ได้ทดลองใช้โอโซนและการให้อากาศอย่างเพียงพอ เพื่อเร่งการย่อยสลายของสารอินทรีย์และใช้สิ่งมีชีวิต เช่น ปลากินพืช สาหร่ายผมนาง หญ้าทะเล แสม และโกงกาง เพื่อกำจัดสารอนินทรีย์ที่ถูกย่อยสลายแล้ว พร้อมทั้งมีการกำหนดรูปแบบบ่อเลี้ยงกุ้งใหม่ โดยแบ่งเนื้อที่ให้เป็นบ่อเก็บน้ำทิ้ง และบ่อบำบัดน้ำทิ้ง ถ้าเป็นฟาร์มขนาดเล็ก (พื้นที่น้อยกว่า 5-15 ไร่) จะมีการขุดคลองอเนกประสงค์รอบฟาร์ม โดยคลองอเนกประสงค์ จะทำหน้าที่เป็นคลองรับน้ำทิ้ง และเป็นที่เลี้ยงสัตว์น้ำแบบรวมเพื่อเป็นที่ปรับปรุงคุณภาพน้ำ สำหรับฟาร์มขนาดกลาง-ใหญ่ กำหนดให้แบ่งพื้นที่ฟาร์ม 30-50 % เป็นพื้นที่บำบัดน้ำทิ้ง ส่วนที่เหลือ 50-70 % ใช้เป็นพื้นที่เลี้ยงสัตว์น้ำ
ผลการทดลองใช้ระบบบำบัดน้ำทิ้งแบบผสมผสานพบว่าสามารถบำบัดน้ำทิ้งจากการเลี้ยงกุ้งให้มีคุณภาพที่เหมาะสมต่อการเลี้ยงกุ้ง โดยมีค่าแอมโมเนีย ไนไตรท์ ไนเตรท และฟอสฟอรัสรวม อยู่ในช่วง 0.013-0.383, 0.001-0.039, 0.003-0.043, 0.003-0.0043 มก./ล. ตามลำดับ และสามารถนำน้ำทิ้งมาหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่โดยไม่ต้องใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติถึง 3 รอบการเลี้ยง
จากการศึกษาของอนันต์ และคณะ (2539) ได้เสนอแนวทางฟื้นฟูน้ำทิ้งหลังการเลี้ยงกุ้งจนกระทั่งกลับคืนสู่ภาวะสมดุลแล้ว รีไซเคิลกลับมาใช้ในการเลี้ยงกุ้งอีกครั้ง ผลการทดลองปรากฏว่า เมื่อนำน้ำที่ผ่านการรีไซเคิลแล้วกลับมาใช้ใหม่ในการเลี้ยงกุ้งในระบบปิดโดยที่มีอัตราปล่อย 50,000 ตัว/ไร่ ได้ผลผลิตกุ้ง 1,275 กก./ไร่ ขนาดกุ้ง 30-35 ตัว/กก. อัตรารอดเฉลี่ยร้อยละ 83.6 ซึ่งถือว่าเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการฟื้นฟูทั้งการเลี้ยงและสภาพแวดล้อมควบคู่กันไป คุณภาพน้ำทิ้งที่ผ่านระบบบำบัดน้ำทิ้งแบบผสมผสานจากฟาร์มกุ้งในพื้นที่ต่างๆ พบว่าส่วนใหญ่มีคุณภาพอยู่ในแกณฑ์มาตรฐานน้ำทิ้งฯ ที่กำหนดไว้

ระบบบำบัดน้ำทิ้งโดยใช้การกรองชีวภาพ (Biofiltering treatment system)

ระบบบำบัดน้ำทิ้งโดยใช้การกรองชีวภาพ เป็นวิธีการที่ใช้แบคทีเรียที่สามารถเปลี่ยนสารอินทรีย์ให้กลายเป็นแอมโมเนีย ไนไตรท์ ไนเตรท โดยกระบวนการ Nitrification ซึ่งมีการทดลองใช้วิธีการบำบัดน้ำกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งหลายแห่ง
Tookwinas et. al. (1997) ได้ประเมินประสิทธิภาพของระบบกรองชีวภาพในการบำบัดน้ำทิ้งจากบ่อเลี้ยงกุ้งขนาด 2.5 ไร่ ที่ปล่อยกุ้งลงเลี้ยงที่อัตราความหนาแน่น 40 ตัว/ตร.ม. โดยมีส่วนประกอบของระบบกรองชีวภาพ คือ
ก)ระบบกรอง น้ำทิ้งจากบ่อเลี้ยงกุ้งจะถูกกรองผ่านถุงกรองแพลงก์ตอนขนาดตา 30 ไมครอน เพื่อกำจัดสารแขวนลอย ก่อนนำไปเก็บในถังพัก
ข)Aerobic Bacteria tank น้ำทิ้งในถังพักจะถูกส่งไปยัง Aerobic Bacteria tank เพื่อกำจัดแอมโมเนียและไนไตรท์ในน้ำ แบคทีเรียจะเปลี่ยนแอมโมเนียและไนไตรท์ให้กลายเป็นไนเตรท
ค)Anaerobic Acteria tank น้ำทิ้งที่ผ่านมาจาก Aerobic Bacteria Tank จะถูกส่งไปยัง Anaerobic Bacteria Tank เพื่อกำจัดไนเตรทในน้ำ
ผลการทดลองพบว่า ระบบกรองมีประสิทธิภาพในการลดปริมาณไนโตรเจนรวม แอมโมเนียและบีโอดี เท่ากับ 18.62, 1.42 และ 33.46% ตามลำดับ สำหรับ Aerobic Process มีประสิทธิภาพในการลดไนโตรเจนรวม แอมโมเนีย บีโอดี และไนเตรทเท่ากับ 43.48, 91.15, 45.22 และ 72.88 % ตามลำดับ แต่ Anaerobic Process จะมีประสิทธิภาพในการลดปริมาณไนโตรเจนรวม แอมโมเนีย บีโอดี และไนเตรทได้น้อยกว่า ซึ่งคุณภาพน้ำเมื่อผ่านระบบกรองชีวภาพขั้นตอนต่างๆ
สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดสงขลาประเมินประสิทธิภาพของระบบกรองชีวภาพในการปรับปรุงคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงกุ้ง ระบบกรองชีวภาพนี้ประกอบด้วย ชุดกรอง ทำหน้าที่กำจัดสารแขวนลอยในน้ำ บ่อกำจัดสารอินทรีย์โดยแบคทีเรีย ทำหน้าที่ลดปริมาณสารอินทรีย์ เช่น แอมโมเนีย ไนไตรท์ ในน้ำและชุดให้อากาศเพื่อเพิ่มออกซิเจนลงในบ่อเลี้ยงกุ้ง ผลการทดลองในเบื้องต้นพบว่าระบบกรองชีวภาพสามารถลดปริมาณของเสียจากการเลี้ยงกุ้งได้ และได้มีการปรับปรุงระบบบำบัดใหม่ เพื่อให้ระบบมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ระบบบำบัดน้ำทิ้งโดยวิธีทางชีวภาพ (Biological Treatment System)

ระบบบำบัดน้ำทิ้งโดยวิธีทางชีวภาพจะใช้สิ่งมีชีวิต เช่น หอยแมลงภู่ หอยนางรม ไรสีน้ำตาล สาหร่ายผมนาง หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ บำบัดน้ำทิ้ง โดยหอยแมลงภู่ หอยนางรม หรือไรสีน้ำตาล จะทำหน้าที่กรองเอาสารอินทรีย์ที่แขวนลอยอยู่ในน้ำเป็นอาหาร ส่วนสาหร่ายผมนางจะใช้ไนเตรทในน้ำเพื่อการเจริญเติบโต ผลการทดลองบำบัดน้ำทิ้งโดยวิธีชีวภาพ ได้แก่
คณิต และดุสิต (2535) ได้ใช้หอยแมลงภู่และสาหร่ายผมนาง (Gracilaria fisheri) น้ำหนัก 400 กรัม และ 340 กรัม ตามลำดับ บำบัดน้ำทิ้งจำการเลี้ยงกุ้งในถังไฟเบอร์กลาสขนาด 200 ลิตรผลการทดลองพบว่าภายในเวลา 48 ชั่วโมง การใช้หอยแมลงภู่และสาหร่ายผมนางเพียงชนิดใดชนิดหนึ่ง และการใช้หอยแมลงภู่ร่วมกับสาหร่ายผมนางจะสามารถลดค่าบีโอดีได้ถึง 73-100 % และการใช้สาหร่ายผมนางชนิดเดียวจะลดค่าแอมโมเนียและไนเตรท ได้ถึง 66-100 % ตามลำดับ และเสนอให้มีการจัดทำบ่อพักน้ำทิ้ง โดยใช้หอยแมลงภู่และสาหร่ายผมนางร่วมกับการให้อากาศ จะสามารถปริมาณแอมโมเนีย ไนเตรท และสารแขวนลอยได้ดียิ่งขึ้น
ดุสิต และสิริ (2534) ได้ทดลองใช้ไรสีน้ำตาล บำบัดน้ำทิ้งจากการเลี้ยงกุ้ง โดยทดลองเป็นระยะเวลานาน 23 วัน ผลการทดลองพบว่าไรสีน้ำตาลสามารถลดปริมาณบีโอดีและคลอโรฟิลด์ในน้ำทิ้งได้ โดยมีอัตราการบำบัดน้ำเสียในรูปบีโอดีอยู่ในช่วง 0.02-0.11 มก. บีโอดี/ตัว/วัน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงกุ้ง ทะเลฝั่งอ่าวไทย จังหวัดสงขลา ได้ศึกษาประสิทธิภาพ ของระบบบำบัดขนาดเล็ก โดยกำหนดให้มีการจัดทำบ่อบำบัดน้ำทิ้งโดยบ่อบำบัดจะต้องมีเนื้อที่คิดเป็น 25 % ของพื้นที่บ่อเลี้ยงกุ้งทั้งหมด และใช้หอยแมลงภู่ และสาหร่ายผมนางบำบัดน้ำทิ้ง

ระบบบำบัดแบบน้ำหมุนเวียน

เปี่ยมศักดิ์ (ไม่ปรากฎปีที่พิมพ์) ได้เสนอแนวทางการให้ระบบน้ำหมุนเวียนเพื่อลดผลกระทบจากการเลี้ยงกุ้งต่อสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดให้มีการจัดทำบ่อบำบัดน้ำทิ้งเพื่อลดปริมาณสารอินทรีย์และบ่อลดปริมาณไนเตรท และกำหนดสัดส่วนของบ่อประเภทต่างๆ ดังนี้
1.บ่อเลี้ยงกุ้งขนาด 4 ไร่ และปูด้วยผ้ายาง เพื่อลดการซึมของน้ำลงสู่น้ำใต้ดิน
2.บ่อบำบัดน้ำทิ้งโดยใช้แบคทีเรียขนาด 1 ไร่ แบคทีเรียในบ่อบำบัดจะเปลี่ยนสารอินทรีย์ไนโตรเจนให้เป็นแอมโมเนีย ไนไตรท์ และไนเตรทในที่สุด โดยขบวนการ Nitrification และจะมีการให้อากาศในบ่อบำบัดน้ำทิ้งตลอดเวลา

3.บ่อลดปริมาณไนเตรท ขนาด 5-6 ไร่ น้ำจากบ่อบำบัดที่มีปริมาณไนเตรทสูงจะถูกบำบัดโดยให้แพลงก์ตอนพืชในบ่อใช้ไนเตรทเพื่อการเจริญเติบโตและใช้ปลานิลหรือปลากินพืชชนิดอื่นควบคุมปริมาณแพลงก์ตอนพืชในบ่อไม่ให้เพิ่มเกินสมดุล น้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วจะถูกนำกลับไปใช้ใหม่ต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น:

การจัดการความรู้ (Knowledge Management)

ความรู้คืออะไร

ความรู้ คือ สิ่งที่สั่งสมมาจากการศึกษาเล่าเรียนการค้นคว้าหรือประสบการณ์ รวมทั้งความสามารถเชิงปฏิบัติและทักษะ ความเข้าใจ หรือสารสนเทศที่ได้รับมาจากประสบการณ์ สิ่งที่ได้รับมาจากการได้ยิน ได้ฟัง การคิดหรือปฏิบัติองค์วิชาในแต่ละสาขา (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒)ความรู้ คือ สารสนเทศที่ผ่านกระบวนการคิด เปรียบเทียบ เชื่อมโยงกับความรู้อื่น จนเกิดเป็นความเข้าใจและนำไปใช้ประโยชน์ในการสรุปและตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆ โดยไม่จำกัดช่วงเวลา (Hideo Yamazaki)


การจัดการความรู้คืออะไร

การจัดการความรู้ คือ เป็นการรวบรวมวิธีปฏิบัติขององค์กรและกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับ การสร้าง การนำมาใช้ และเผยแพร่ความรู้และบริบทต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ (The World Bank)

การจัดการความรู้ คือ วิธีการจัดการความรู้เป็นกลยุทธ์และกระบวนการในการ จำแนก จัดหาและนำความรู้มาใช้ประโยชน์ เพื่อช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ (European Foundation for Qulity Managerment : EFQM)

การจัดการความรู้ คือ การจัดการความรู้เป็นแผนการที่เป็นระบบและสอดคล้องกันในการ จำแนก บริหารจัดการ และแลกเปลี่ยนสารสนเทศต่างๆซึ่งได้แก่ฐานข้อมูล เอกสาร นโยบายและขั้นตอนการทำงานรวมทั้งประสบการณ์และความชำนาญต่างๆของบุคลากรในองค์กร โดยเริ่มจากการรวบรวมสารสนเทศและประสบการณ์ต่างๆ ขององค์กร เพื่อเผยแพร่ให้พนักงานสามารถเข้าถึงและนำไปใช้ (The US Department of Army)

การจัดการความรู้ คือ การจัดการเพื่อเอื้อให้เกิดความรู้ใหม่โดยใช้ความรู้ที่มีอยู่และประสบการณ์ของคนในองค์กรอย่างเป็นระบบ เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่จะทำให้เกิดความได้เปรียบเหนือคู่แข่งทางธุรกิจ (Ryoko Toyama)

การจัดการความรู้ คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในส่วนราชการซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบเพื่อให้ทุกคนในองค์การสามารถเข้าถึงความรู้และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์การมีความรู้ความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด (ก.พ.ร.)

การจัดการความรู้ คือ กระบวนการที่ดำเนินการร่วมกันโดยผู้ปฏิบัติงานในองค์กรหรือหน่วยงานย่อยขององค์กร เพื่อสร้างและใช้ความรู้ในการทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ดีขึ้นกว่าเดิม โดยมีเป้าหมายพัฒนางานและคน (น.พ.วิจารณ์ พานิช แห่งสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม : สคส.)

โดยสรุปจะเห็นว่าการจัดการความรู้โดยหลักคือ การดำเนินการเกี่ยวกับองค์ความรู้ที่มีอยู่ในองค์กร เพื่อให้บุคคลในองค์กรสามารถนำองค์ความรู้นั้นมาพัฒนาให้คนในองค์กรเป็นคนเก่งขึ้น และองค์กรดีขึ้น

ความรู้ คือ คำ 3 คำที่มีความหมายใกล้กัน และมักก่อให้เกิดความสับสนระหว่างกัน คือ ข้อมูล (Data) สารสนเทศ (Information) และความรู้ (Knowledge)

ข้อมูล หมายถึง ข้อเท็จจริง
สารสนเทศ หมายถึง ข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบที่สามารถนำมาประมวลผล วิเคราะห์ได้

ความรู้ ไม่ใช่สารสนเทศ แต่เกิดจากสารสนเทศ ความรู้เกิดจากการที่บุคคลรับรู้สารสนเทศและให้ความหมายหรือทำความเข้าใจสารสนเทศนั้น เกิดเป็นความเชื่อในเรื่องใดเรื่องหนึ่งของบุคคลผู้นั้น ความรู้ในแต่ละคน และแต่ละองค์กรจึงมีความหมายแตกต่างกัน (ถึงแม้จะเป็นความรู้ในเรื่องเดียวกัน) พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ความหมายของ ความรู้ไว้ว่า ความรู้ คือ สิ่งที่สะสมมาจากการศึกษาเล่าเรียน การค้นคว้าหรือประสบการณ์ รวมถึงความสามารถเชิงปฏิบัติและทักษะ ความเข้าใจ หรือสารสนเทศที่ได้รับมาจากประสบการณ์ สิ่งที่ได้รับมาจากการได้ยิน ได้ฟัง การคิด หรือการปฏิบัติองค์วิชาในแต่ละสาขา ความรู้สามารถแบ่งแบบง่ายๆได้เป็น 2 ประเภท คือ

ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์ หรือสัญชาตญาณของแต่ละบุคคลในสิ่งต่างๆ เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้ง่าย เช่น ความรู้ในเรื่องทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดวิเคราะห์ บางครั้งจึงเรียกว่าเป็นความรู้แบบนามธรรม (Abstract)

ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวมถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่างๆ เช่น การเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่างๆ และ บางครั้งเรียกว่าความรู้แบบรูปธรรม (Concrete)

กระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management Process)

1. การบ่งชี้ความรู้ที่จำเป็นต้องมี (Knowledge Identification) วิสัยทัศน์/พันธกิจ/เป้าหมายคืออะไร, เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย จำเป็นต้องรู้อะไร, ขณะนี้มีความรู็อะไรบ้าง, อยู่ในรูปแบบใด, อยู่ที่ใคร

2. การสร้างและแสวงหาความรู้ (Knowledge Creation and Acquisition) สร้างความรู้ใหม่, แสวงหาความรู้จากภายนอก, รักษาความรู้เก่า, กำจัดความรู้ที่ใช้ไม่ได้แล้ว

3. การจัดการความรู้ให้เป็นระบบ (Knowledge Organization) วางโครงสร้างความรู้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเก็บความรู้อย่างเป็นระบบในอนาคต

4. การประมวลและกลั่นกรองความรู้ (Knowledge Codification and Refinement) ปรับปรุงรูปแบบเอกสารให้เป็นมาตรฐาน, ใช้ภาษาเดียวกัน, ปรับปรุงเนื้อหาให้สมบูรณ์

5. การเข้าถุงความรู้ (Knowledge Access) การฝึกอบรม, หนังสือเวียน, Board, Webboard ฯลฯ

6. การแบ่งปันแลกเปลี้ยนความรู้ (Knowledge Sharing) เอกสาร, ฐานความรู้, เทคโนโลยีสารสนเทศ (Explicit Knowledge) ทีมข้ามสายงาน, กิจกรรมกลุ่มคุณภาพและนวัตกรรม, ชุมชนแห่งการเรียนรู้, ระบบพี่เลี้ยง, การสับเปลี่ยนงาน, การยืมตัว, เวทีแลกเปลี่ยนความรู้ (Tacit Knowledge)

7. การเรียนรู้ (Learning) หมุนเวียนความรู้ องค์ความรู้>นำความรู้ไปใช้>การเรียนรู้และนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง>เกิดการเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่

แผนที่ (MAP)


ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น


สำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล
กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เกษตรกลาง เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทร. 0 2561 4683 โทรสาร. 0 2579 2421
อีเมล์ : thaishrimp@hotmail.com
webmaster@thaiqualityshrimp.com



Google




Search WWW Search fisheries.go.th