วันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล มกษ.7401-2552

การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล
มกษ.7401-2552

มาตรฐานสินค้าเกษตรนี้ กำหนดเกณฑ์การปฏิบัติที่ดีสำหรับการเลี้ยงกุ้งทะเลทุกขั้นตอนในระดับฟาร์ม รวมถึงการเก็บเกี่ยว และการดูแลหลังการเก็บเกี่ยวก่อนการขนส่งออกจากฟาร์ม เพื่อให้ได้กุ้งทะเลที่มีคุณภาพดี ปลอดภัยต่อการบริโภค มีระบบการเลี้ยงที่คำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์ ตลอดจนมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีความรับผิดชอบต่อสังคม ทั้งนี้มาตรฐานนี้ ไม่รวมถึงขั้นตอนการเพาะ การอนุบาล และการชำ
โดยการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล ประกอบด้วยข้อกำหนด จำนวน 10 ข้อ ดังนี้

1. สถานที่และการขึ้นทะเบียนฟาร์ม
การเลี้ยงกุ้งทะเลตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี (Good Aquaculture Practice; GAP) หากมีสถานที่ที่เหมาะสมต่อการเลี้ยงกุ้งทะเลจะทำให้การดำเนินกิจการได้โดยง่ายและเป็นไปอย่างยั่งยืน โดยเกษตรกรหรือผู้ประกอบการจะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เช่น กฎหมายที่ดิน ระเบียบกรมประมงที่เกี่ยวข้อง ประกาศกรมควบคุมมลพิษ ประกาศจังหวัด ระเบียบที่กำหนดโดยเทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น เป็นต้น เป็นการยืนยันเจตนารมณ์ในการเลี้ยงกุ้งทะเลให้เป็นไปตามแนวทางที่กำหนด และยินดีให้ข้อมูลและความร่วมมือแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยผู้ประกอบการต้องมีการตรวจประเมินตนเอง ดังนี้


  • ไม่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อน ที่จะมีผลต่อสุขภาพกุ้งและความปลอดภัยต่อผู้บริโภค
  • อยู่ใกล้แหล่งน้ำที่มีคุณภาพเหมาะกับการเลี้ยงกุ้ง ดังนี้ ออกซิเจนที่ละลายในน้ำมีค่าไม่น้อยกว่า 5 mg/l (มิลลิกรัมต่อลิตร) ความเป็นกรด-เบส (pH) มีค่าระหว่าง 7.0 ถึง 8.3 ความเค็มมีค่าระหว่าง 0.5 ถึง 35 mg/g
  • มีการคมนาคมสะดวกทั้งภายนอกและภายในฟาร์ม เพื่อให้สะดวกในการปฏิบัติงาน และขนส่งผลิตผลได้อย่างรวดเร็ว
  • ฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเลต้องขึ้นทะเบียนกับกรมประมง
  • มีเอกสารสิทธิ์ หรือเอกสารแสดงสิทธิ์ในการใช้ที่ดิน
  • ฟาร์มต้องอยู่นอกเขตพื้นที่ ป่าชายเลน และหรือพื้นที่ชุ่มน้ำ ตามกฎหมาย
  • ฟาร์มต้องไม่อยู่ในเขตพื้นที่ต้องห้าม
2. การจัดการฟาร์ม
การจัดการฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเลที่ดีจะทำให้การประกอบการมีประสิทธิภาพ หากเกิดปัญหาก็จะสามารถป้องกันและบรรเทาความเสียหายได้ง่าย เป็นแนวทางมุ่งสู่การประกอบการอย่างยั่งยืนและกุ้งที่เลี้ยงมีการดำรงชีวิตที่ดี (animal welfare) การจัดทำรายละเอียดการจัดการฟาร์มไว้เป็นลายลักษณ์อักษร นอกจากจะเป็นการแสดงเจตนารมณ์ที่จะเลี้ยงกุ้งทะเลตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี (Good Aquaculture Practice; GAP) แล้ว ยังจะเป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนสำหรับลูกจ้างผู้ปฏิบัติงานภายในฟาร์มอีกด้วย โดยผู้ประกอบการต้องมีการตรวจประเมินตนเอง ดังนี้

  • มีคู่มือการจัดการฟาร์มที่ดี และดำเนินการตามที่ระบุไว้ในคู่มือ ซึ่งต้องมี ผังโครงสร้างฟาร์ม แผนการเลี้ยงกุ้ง การเตรียมบ่อ การเตรียมน้ำ การให้อาหารกุ้ง การดูแลสุขภาพกุ้ง การเก็บเกี่ยว การเตรียมกุ้งก่อนขาย การฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงานในฟาร์ม ให้มีความรู้ในการใช้คู่มือฟาร์มที่ดี และปฏิบัติได้ถูกต้อง
  • ตรวจคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำใช้เลี้ยงกุ้งตามระยะเวลาที่ระบุไว้ในคู่มือ
  • พักและหรือปรับปรุงบ่อ ก่อนเลี้ยงกุ้งรุ่นใหม่
  • ปล่อยลูกกุ้งลงเลี้ยงในความหนาแน่นที่เหมาะสม
  • มีบันทึกหรือใบรับรองหรือใบแจ้งผลการตรวจสุขภาพลูกกุ้ง
  • มีการกรองน้ำที่เติมลงในบ่อ เพื่อป้องกันสัตว์น้ำอื่นๆ จากภายนอกฟาร์มเข้าสู่ในฟาร์ม
  • มีเครื่องเติมอากาศ หรือมีระบบการให้อากาศในน้ำอย่างเหมาะสม
  • ใช้อาหารสำเร็จรูปที่ขึ้นทะเบียน มีคุณภาพดี และยังไม่หมดอายุ ในกรณีที่ผลิตอาหารสำเร็จรูปใช้เอง ต้องแสดงรายการวัตถุดิบ และไม่ใช้ส่วนผสมที่ห้ามใช้ตามกฏหมายที่เกี่ยวข้อง
  • มีวิธีการจัดการให้อาหารอย่างมีประสิทธิภาพ ในปริมาณที่พอเหมาะกับความต้องการของกุ้ง
  • ให้เก็บอาหารกุ้งในสถานที่ที่ปลอดภัย ป้องกันการปนเปื้อนและรักษาคุณภาพของอาหารกุ้งได้
  • ตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงกุ้งอย่างสม่ำเสมอ
  • มีการป้องกันศัตรูและพาหะนำโรคกุ้งเข้าบ่อทั้งระหว่างการเตรียมบ่อ เตรียมน้ำ และระหว่างการเลี้ยง
  • ตรวจสุขภาพกุ้งในบ่ออย่างสม่ำเสมอ
  • ต้องวินิจฉัยโรค วิเคราะห์หาสาเหตุ และแก้ไข กรณีที่กุ้งแสดงอาการป่วย
  • ต้องมีมาตรการป้องกัน และควบคุมการแพร่ระบาดของโรคกุ้งอย่างมีประสิทธิภาพ
  • กรณีเกิดโรคระบาดกุ้ง ให้แจ้งหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่โดยเร็ว

3. การใช้ยาสัตว์ สารเคมีวัตถุอันตรายและผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ที่ใช้ในการเลี้ยงสัตว์น้ำ
การเลี้ยงกุ้งทะเลตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี (Good Aquaculture Practice; GAP) จะให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยด้านอาหารต่อผู้บริโภค และการใช้ยาและสารเคมีอย่างถูกหลักวิชาการ มีการเก็บรักษายาและสารเคมีที่ใช้อย่างถูกต้อง และมีระยะการหยุดยาก่อนจับขาย โดยผู้ประกอบการต้องมีการตรวจประเมินตนเอง ดังนี้


  • ยาสัตว์ สารเคมี วัตถุอันตราย และผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ที่ใช้ในการเลี้ยงสัตว์น้ำ ต้องขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ และใช้อย่างถูกต้อง รวมทั้งห้ามใช้ยาสัตว์ สารเคมี วัตถุอันตราย และผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ที่ใช้ในการ เลี้ยงสัตว์น้ำที่ต้องห้ามตามกฎหมาย
  • กรณีที่จำเป็นต้องใช้ยาสัตว์หรือสารเคมี ก่อนการเก็บเกี่ยว ต้องมีระยะหยุดการใช้ยาสัตว์ หรือใช้สารเคมีตามที่ระบุไว้ในฉลาก
  • เก็บยาสัตว์ สารเคมี วัตถุอันตรายและผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ที่ใช้ในการเลี้ยงสัตว์น้ำ ในสภาพที่ป้องกันการเสื่อมสภาพและการเกิดอันตราย

4. การจัดการน้ำทิ้งและดินเลน
น้ำทิ้งและดินเลนก้นบ่อเลี้ยงกุ้งประกอบด้วยธาตุอาหาร ตะกอน สารอื่น ๆ บีโอดี พืช สาหร่าย และเศษซากพืชสัตว์ เป็นต้น หากถ่ายทิ้งออกสู่แหล่งน้ำธรรมชาติจะก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะต่อแหล่งน้ำใช้ของฟาร์ม ทำให้แหล่งน้ำเกิดความเสื่อมโทรมจนส่งผลให้การเลี้ยงกุ้งไม่สามารถกระทำได้อย่างยั่งยืน โดยผู้ประกอบการต้องมีการตรวจประเมินตนเอง ดังนี้

  • น้ำทิ้งต้องมีคุณภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดในกฎหมาย
  • ต้องบำบัดหรือควบคุมคุณภาพน้ำก่อนปล่อยออกจากฟาร์ม
  • มีระบบป้องกันน้ำเค็มจากบ่อเลี้ยงแพร่ลงสู่พื้นที่ในเขตน้ำจืดเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  • ไม่ทิ้งหรือปล่อยเลนออกสู่ที่สาธารณะหรือที่ไม่ได้รับอนุญาต
5. พลังงานและน้ำมันเชื้อเพลิง
ในฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเลต้องใช้พลังงาน น้ำมันเชื้อเพลิง และน้ำมันหล่อลื่น เป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญทั้งในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การสูบน้ำ การเพิ่มออกซิเจนในน้ำ การคมนาคมขนส่ง เป็นพลังงานในครัวเรือน และอื่นๆ แต่การใช้พลังงานและน้ำมันเชื้อเพลิงจะต้องคำนึงถึงการประหยัดและอนุรักษ์พลังงาน ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และไม่รั่วไหลไปสร้างมลพิษและ/ หรือมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นไปตามหลักการการเลี้ยงกุ้งทะเลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยผู้ประกอบการต้องมีการตรวจประเมินตนเอง ดังนี้

  • มีสถานที่เก็บน้ำมันเชื้อเพลิงและหล่อลื่นเป็นสัดส่วนและปลอดภัย
  • เครื่องจักรกลที่ใช้ภายในฟาร์มอยู่ในสภาพดี ไม่มีน้ำมันเชื้อเพลิงและหล่อลื่นรั่วไหลลงสู่แหล่งน้ำ
  • ทิ้งน้ำมันหล่อลื่นในภาชนะรองรับ และกำจัดอย่างถูกวิธี
  • มีระบบไฟฟ้าที่ปลอดภัยภายในฟาร์ม
  • มีการประหยัดพลังงาน และ หรือการใช้พลังงานทดแทน
6. สุขอนามัยภายในฟาร์ม
การเลี้ยงกุ้งทะเลเป็นการผลิตวัตถุดิบอาหารเพื่อใช้ในการบริโภค เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจึงต้องคำนึงถึงหลักสุขอนามัยเพื่อไม่ให้กุ้งที่เลี้ยงเกิดการปนเปื้อนจากจุลินทรีย์ที่ก่อโรคต่อผู้บริโภค นับตั้งแต่การจัดระบบเก็บรวบรวมและกำจัดขยะที่ถูกต้อง การป้องกันและควบคุมสัตว์รังควานหรือสัตว์ที่เป็นพาหะก่อโรค (Pest Control) การจัดการห้องน้ำและห้องส้วมที่ถูกสุขอนามัย การจัดการด้านสุขอนามัยของลูกจ้าง การป้องกันมูลสัตว์เลี้ยงบริเวณบ่อ รวมทั้งการใช้ปุ๋ยที่ฆ่าเชื้อแล้ว ซึ่งเป็นแนวทางการผลิตที่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยผู้ประกอบการต้องมีการตรวจประเมินตนเอง ดังนี้


  • ต้องแยกเก็บ ขยะ สิ่งปฏิกูลภาชนะบรรจุยาสัตว์ วัตถุอันตราย เป็นสัดส่วน เพื่อป้องกันการปนเปื้อนข้าม
  • เก็บรักษาปัจจัยการผลิต วัสดุและอุปกรณ์ต่างๆ ในลักษณะที่ดี ไม่ให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ที่เป็นพาหะนำโรค
  • ห้องน้ำและห้องสุขาต้องถูกสุขลักษณะ มีการป้องกันการปนเปื้อนลงสู่บ่อเลี้ยง คลองส่งน้ำ และหรือแหล่งน้ำ
  • ห้ามใช้มูลสัตว์ในการเลี้ยงกุ้ง
  • ไม่ปล่อยสัตว์เลี้ยงเข้าไปในบริเวณบ่อเลี้ยงกุ้ง

7. การเก็บเกี่ยว และการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวก่อนการจำหน่าย
วิธีการจับกุ้งที่ดีจะสามารถรักษาคุณภาพและความสดของกุ้งและเมื่อประกอบกับมีการขนส่งที่ดีก็จะช่วยเสริมการรักษาคุณภาพกุ้งให้คงดีอยู่ได้ การจับกุ้งที่ดีจึงต้องมีการวางแผนล่วงหน้าเพื่อตรวจให้แน่ใจว่าไม่มีสารตกค้างในเนื้อกุ้งก่อนจับขาย และสามารถดำเนินการจับและแช่เย็นได้อย่างรวดเร็วและถูกสุขอนามัย โดยไม่ก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย โดยผู้ประกอบการต้องมีการตรวจประเมินตนเอง ดังนี้


  • ไม่ใช้สารต้องห้ามในระหว่างการเก็บเกี่ยว
  • หากมีการใช้สารเคมีต้องใช้อย่างถูกต้องในปริมาณเหมาะสม
  • เลือกผู้รับซื้อที่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านสุขลักษณะการดูแลรักษาสัตว์น้ำหลังการจับและการขนส่ง หรือมีการขึ้นทะเบียนผู้ซื้อกับกรมประมง
  • มีการเก็บเกี่ยวอย่างถูกสุขลักษณะ สามารถป้องกันการปนเปื้อน

8. แรงงานและสวัสดิการ
การจ้างแรงงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นหน้าที่ที่ฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเลที่มีการผลิตตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี (Good Aquaculture Practice; GAP) ต้องปฏิบัติ เพื่อให้ลูกจ้างหรือพนักงานหรือคนงานมีความมั่นใจในความมั่นคงในการปฏิบัติงาน และปฏิบัติงานได้อย่างปลอดภัย โดยผู้ประกอบการต้องมีการตรวจประเมินตนเอง ดังนี้

  • จ้างแรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย
  • จ่ายค่าจ้างแรงงานถูกต้องตามกฎหมาย
  • จัดสวัสดิการแก่ผู้ใช้แรงงานอย่างเหมาะสม
  • จัดเตรียมอุปกรณ์การทำงานเพื่อความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน
  • มีการอบรมคนงานเกี่ยวกับความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน

9. ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
ความรับผิดชอบต่อสังคมถือเป็นหน้าที่หนึ่งของฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเลที่มีการผลิตตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี (Good Aquaculture Practice; GAP) ซึ่งนอกจากจะขจัดหรือลดความขัดแย้งกับชุมชนท้องถิ่นได้แล้ว ยังเป็นการสร้างประโยชน์แก่สาธารณะ ก่อความสามัคคีกับชุมชน และเป็นแนวทางการแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์กับกลุ่ม ชมรม และสมาคมที่มีอาชีพเดียวกันอีกด้วย โดยผู้ประกอบการต้องมีการตรวจประเมินตนเอง ดังนี้


  • ที่ตั้งฟาร์มต้องไม่กีดขวางทางสัญจรดั้งเดิมก่อนตั้งฟาร์ม และหรือการดำรงชีวิต หรือกิจกรรมของคนในท้องถิ่น
  • มีกิจกรรมที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างฟาร์มกับชุมชน
  • เข้าเป็นสมาชิกและเข้าร่วมกิจกรรมองค์กรผู้ประกอบการฟาร์มเลี้ยงกุ้ง หรือที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพ
  • เข้าร่วมประชุมหรือสัมมนา หรือรับการฝึกอบรมทางวิชาการ ที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงกุ้งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การรักษาสุขภาพและสวัสดิภาพสัตว์ และความปลอดภัยของอาหาร

10. การบันทึกข้อมูล
ระบบการเก็บข้อมูลทั้งข้อมูลการเลี้ยงและข้อมูลเพื่อการตรวจสอบย้อนกลับจะยังประโยชน์อย่างยิ่งต่อการปรับปรุงแก้ไขระบบการจัดการเลี้ยงกุ้งทะเลให้มีประสิทธิภาพ และหากเกิดปัญหาในการเลี้ยงกุ้ง เช่น การเกิดโรคระบาด ปัญหากุ้งตาย น้ำเสีย เป็นต้น ก็จะสามารถหาสาเหตุจากข้อมูลที่มีอยู่เพื่อพิจารณาการปรับปรุงแก้ไขระบบให้ดีขึ้นเพื่อให้การเลี้ยงกุ้งในรอบต่อ ๆ ไปได้ผลตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยผู้ประกอบการต้องมีการตรวจประเมินตนเอง ดังนี้


  • มีเอกสารกำกับการจำหน่ายลูกพันธุ์สัตว์น้ำและเอกสารกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำให้ตรวจสอบได้
  • มีการบันทึกข้อมูลการใช้ยาสัตว์ สารเคมี วัตถุอันตราย และผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการใช้สารเคมีในระหว่างการเก็บเกี่ยว
  • มีการบันทึกและเก็บข้อมูลที่จำเป็นอื่นๆ ให้ตรวจสอบได้ ดังนี้
  1. บันทึกผลการวิเคราะห์คุณภาพน้ำในแหล่งน้ำใช้เลี้ยงกุ้ง
  2. บันทึกการดำเนินการพักและหรือปรับปรุงบ่อก่อนเลี้ยงรุ่นใหม่
  3. บันทึกความหนาแน่นของลูกกุ้งที่ปล่อยลงเลี้ยง
  4. บันทึกการตรวจสุขภาพลูกกุ้ง
  5. บันทึกข้อมูลปริมาณการให้อาหารกุ้ง และปริมาณอาหารกุ้งที่เหลือ
  6. บันทึกผลการวิเคราะห์คุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยง
  7. บันทึกข้อมูลการป้องกันพาหะ ศัตรู และโรคกุ้ง
  8. บันทึกข้อมูลการตรวจสุขภาพกุ้ง
  9. บันทึกข้อมูลการวินิจฉัย และวิเคราะห์หาสาเหตุของโรค และการแก้ไข
  10. บันทึกข้อมูลระยะหยุดการใช้ยาสัตว์ หรือใช้สารเคมี
  11. บันทึกผลการวิเคราะห์คุณภาพน้ำทิ้ง
  12. บันทึกข้อมูลการบำบัดหรือควบคุมคุณภาพน้ำก่อนปล่อยออกจากฟาร์ม
  13. บันทึกการทิ้งหรือกำจัดน้ำมันหล่อลื่น
  14. บันทึกระบบป้องกันสัตว์พาหะนำโรค
  15. บันทึกข้อมูลการจ้างแรงงาน

วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2552

รายละเอียดแบบฟอร์มการเข้าร่วมมาตรฐาน GAP

มาตรฐานฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล จีเอพี

มาตรฐานโรงเพาะฟักและอนุบาลลูกกุ้งทะเล จีเอพี

แบบคำขอให้ออกใบรับรองการผลิตกุ้งทะเลตาม มาตรฐานจีเอพี (แบบ กปม.จอพ.1)

รายละเอียดแสดงการเลี้ยงกุ้งทะเล ณ ปัจจุบัน (แบบ กปม.จอพ.2)

ใบรับรองการผลิตกุ้งทะเล ตามมาตรฐานจีเอพี (แบบ กปม.จอพ.4)

ใบเตือนเพื่อการปรับปรุงโรงเพาะฟักและอนุบาล ตามมาตรฐานจีเอพี (แบบ กปม.จอพ.6/1)

ใบเตือนเพื่อการปรับปรุงฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล ตามมาตรฐานจีเอพี (แบบ กปม.จอพ.6/2)

แบบเพิกถอนใบรับรองการผลิตกุ้งทะเล ตามมาตรฐานจีเอพี (แบบ กปม.จอพ.7)

มาตรฐานโรงเพาะฟักและอนุบาลลูกกุ้งทะเล จีเอพี Good Aquaculture Practice (GAP) for Marine Shrimp Hatchery

ตลอดแนวชายฝั่งทะเลของไทยมีการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลเป็นจำนวนมาก ทั้งโรงเพาะฟักลูกกุ้งและโรงเพาะฟักและอนุบาลลูกกุ้งทำรายได้ให้กับประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ในปัจจุบันมาตรฐานสินค้าการเกษตรเพื่อคุณภาพและความปลอดภัยในการบริโภคของผลผลิตเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศให้ความสำคัญมากขึ้น เห็นได้จากปัญหาการตกค้างของยาปฏิชีวนะในกลุ่มคลอแรมเฟนิคอลและไนโตรฟูแรนส์ในกุ้งที่ส่งไปขายในประเทศกลุ่มสหภาพยุโรป ส่งผลกระทบ ถึงอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้งของไทยทั้งระบบ

กรมประมงจึงกำหนดนโยบายให้มีมาตรฐานในด้านการผลิตกุ้งทะเล โดยให้เกษตรกรเข้าใจและมีแนวทางปฏิบัติในการจัดการเพาะเลี้ยงกุ้งที่ดี (Good Aquaculture Practice: GAP หรือ จีเอพี) เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ถูกสุขอนามัย ไม่มียาปฏิชีวนะตกค้าง ออกมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

มาตรฐานโรงเพาะฟักและอนุบาลลูกกุ้งทะเล จีเอพี มีหลักเกณฑ์สำคัญ 7 ข้อ ดังนี้

1. การเลือกสถานที่
1.1 ต้องเป็นสถานที่ที่เกษตรกรมีสิทธิ์ในการประกอบการ โดยการถือครอง หรือเช่าพื้นที่ และอยู่ในเขตที่องค์กรท้องถิ่นอนุญาตให้ใช้สำหรับประกอบกิจการโรงเพาะฟักและอนุบาลกุ้งทะเล
1.2 มีการคมนาคมสะดวกและสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน
1.3 อยู่ใกล้แหล่งน้ำที่มีคุณภาพดี และไม่อยู่ในอิทธิพลของแหล่งกำเนิดมลภาวะ

2. การจัดการเพาะฟักและอนุบาลทั่วไป
2.1 อุปกรณ์และโรงเรือนของโรงเพาะฟักและอนุบาลต้องอยู่ในสภาพที่สามารถใช้งานได้ดี
2.2 มีการวางผังโรงเพาะฟักและอนุบาลและการติดตั้งอุปกรณ์ที่ถูกต้องตามหลักวิชาการเพาะเลี้ยงลูกกุ้งทะเล
2.3 มีการเตรียมน้ำด้วยวิธีการที่เหมาะสมและให้มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการใช้เพาะฟักและอนุบาลลูกกุ้งทะเล
2.4 มีการทำความสะอาดบ่อและอุปกรณ์ที่ใช้อย่างสม่ำเสมอด้วยวิธีการที่เหมาะสม และมีการจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบ
2.5 ตรวจสุขภาพหรือความแข็งแรงของพ่อแม่พันธุ์และนอร์เพลียสก่อนนำมาเพาะเลี้ยง เพื่อการผลิตลูกกุ้งมีคุณภาพดี
2.6 มีการตรวจคุณภาพน้ำที่ใช้อย่างสม่ำเสมอ และใช้ประกอบในการจัดการเพาะฟักและอนุบาลกุ้งทะเล

3. อาหาร การให้อาหารและปัจจัยการผลิตลูกกุ้งทะเล
3.1 เลือกใช้อาหารลูกกุ้งที่ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ มีคุณภาพดี ผลิตใหม่และไม่เก็บไว้นาน
3.2 มีวิธีการเตรียมและให้อาหารที่มีประสิทธิภาพ
3.3 มีการผลิตอาหารธรรมชาติ (มีชีวิต) และใช้ให้ถูกต้องตามความต้องการของลูกกุ้งแต่ละระยะ และให้อาหารสดในกรณีที่จำเป็นเท่านั้นและมีวิธีการจัดการที่ดี
3.4 ปัจจัยการผลิตที่ใช้เสริมสร้างความแข็งแรงของลูกกุ้งและ/หรือรักษาคุณภาพน้ำจะต้องขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ และเกษตรกรต้องใช้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ

4. การจัดการสุขภาพ และการแก้ไขปัญหาโรคระบาดของลูกกุ้ง
4.1 มีการเฝ้าระวังสุขภาพลูกกุ้งประจำวันอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ กรณีลูกกุ้งมีปัญหาดำเนินการวิเคราะห์และวินิจฉัยโรค และมีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโรคลูกกุ้งที่มีประสิทธิภาพ
4.2 ใช้ยาปฏิชีวนะที่ทางกรมประมงกำหนดให้ใช้ ยา สารเคมีและวัตถุอันตรายที่ใช้ต้องขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ หลังจากใช้มีการเลี้ยงต่อไป เพื่อมิให้ยาเหลือตกค้างอยู่ในปริมาณที่เกินกำหนด และไม่ให้ใช้ยาและสารเคมีในกลุ่มที่กรมประมงประกาศห้ามมิให้ใช้เพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

5. สุขอนามัยโรงเพาะฟักและอนุบาล
5.1 บริเวณภายในโรงเพาะฟักและอนุบาลสะอาด ถูกหลักอนามัยอยู่เสมอ ขยะและสิ่งปฏิกูลจากโรงเพาะฟักและอนุบาลมีการทิ้งและกำจัดอย่างถูกวิธี
5.2 เก็บรักษา อาหารลูกกุ้งและอุปกรณ์ต่างๆ ในลักษณะที่ดี ไม่ให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ที่เป็นพาหะนำโรค
5.3 มีห้องสุขาที่ถูกต้องตามหลักอนามัย ของเสียไม่ไหลซึมหรือปนเปื้อนเข้าสู่ระบบของโรงเพาะฟักและอนุบาล
5.4 ความสะอาดของทางระบายน้ำทิ้งจากบ้านเรือนและในบริเวณโรงเพาะฟักและอนุบาล
5.5 น้ำที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงลูกกุ้งทะเลมีปริมาณแบคทีเรีย (Total Coliform) ไม่เกินค่าที่กำหนดไว้

6. การเก็บเกี่ยวผลผลิตและการขนส่ง
วางแผนการจับ การปรับสภาพลูกกุ้ง และขนส่งลูกกุ้งให้กับเกษตรกรในช่วงเวลา และวิธีการที่เหมาะสม เพื่อให้ลูกกุ้งแข็งแรง และมีเอกสารกำกับการขนย้ายลูกกุ้ง

7. การจดบันทึกข้อมูล
มีบันทึกการจัดการโรงเพาะฟักและอนุบาล การให้อาหาร การใช้ยาและสารเคมีที่ถูกต้องสม่ำเสมอมีความทันสมัย

มาตรฐานฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล จีเอพี Good Aquaculture Practice (GAP) for Marine Shrimp Farm

ตลอดแนวชายฝั่งทะเลของไทยมีการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลเป็นจำนวนมาก ทั้งโรงเพาะฟักลูกกุ้งและฟาร์มเลี้ยงกุ้ง ทำรายได้ให้กับประเทศไทยเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 60,000 ล้านบาท ในปัจจุบันมาตรฐานสินค้าการเกษตรเพื่อคุณภาพและความปลอดภัยในการบริโภคของผลผลิตเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศให้ความสำคัญมากขึ้น เห็นได้จากปัญหาการตกค้างของยาปฏิชีวนะในกลุ่มคลอแรมเฟนิคอลและไนโตรฟูแรนส์ในกุ้งที่ส่งไปขายในประเทศกลุ่มสหภาพยุโรป ส่งผลกระทบ ถึงอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้งของไทยทั้งระบบ

กรมประมงจึงกำหนดนโยบายให้มีมาตรฐานในด้านการผลิตกุ้งทะเล โดยให้เกษตรกรเข้าใจและมีแนวทางปฏิบัติในการจัดการเพาะเลี้ยงกุ้งที่ดี (Good Aquaculture Practice: GAP หรือ จีเอพี) เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ถูกสุขอนามัย ไม่มียาปฏิชีวนะตกค้าง ออกมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ


มาตรฐานฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล จีเอพี มีหลักเกณฑ์สำคัญ 7 ข้อ ดังนี้

1. การเลือกสถานที่
1.1 มีการคมนาคมสะดวกและสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และอยู่ในที่น้ำท่วมไม่ถึงหรือมีการป้องกันที่ดี
1.2 อยู่ใกล้แหล่งน้ำที่มีคุณภาพดี มีสภาพของดินที่เหมาะสมต่อการเลี้ยงกุ้งทะเล และไม่อยู่ในอิทธิพลของแหล่งกำเนิดมลภาวะ

2. การจัดการเลี้ยงทั่วไป
2.1 อุปกรณ์และโรงเรือนต้องอยู่ในสภาพที่สามารถใช้งานได้ดี
2.2 มีการวางผังฟาร์มเลี้ยงที่ถูกต้องตามหลักการเลี้ยงกุ้งทะเล
2.3 มีการเตรียมน้ำ ดินและตะกอนเลนก่อนการเลี้ยงกุ้งอย่างเหมาะสม
2.4 มีการปล่อยกุ้งที่มีคุณภาพดี ความหนาแน่นและอายุที่เหมาะสม
2.5 มีการติดตั้งเครื่องเพิ่มอากาศอย่างเหมาะสมและมีการจัดการรักษาคุณภาพน้ำที่ดี

3. อาหาร การให้อาหารและปัจจัยการผลิตกุ้งทะเล
3.1 เลือกใช้อาหารกุ้งที่ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ มีคุณภาพดี ผลิตใหม่และไม่เก็บไว้นาน
3.2 เก็บอาหารกุ้งไว้ในที่ร่ม เย็นและไม่ชื้นแฉะ และโรงเรือนที่เก็บต้องอยู่ในสภาพสะอาด สามารถกันแสงแดด ฝนและความชื้นได้เป็นอย่างดี
3.3 มีวิธีการจัดการให้อาหารที่มีประสิทธิภาพ ให้อาหารสดในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น และ มีวิธีการจัดการที่ดี
3.4 ปัจจัยการผลิตที่ใช้เสริมสร้างความแข็งแรงของกุ้งและ/หรือรักษาคุณภาพน้ำจะต้อง ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ และเกษตรกรต้องใช้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ

4. การจัดการสุขภาพ และการแก้ไขปัญหาโรคกุ้ง
4.1 มีการเฝ้าระวังสุขภาพกุ้งประจำวันอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ ควบคู่กับการตรวจคุณภาพน้ำในบ่ออยู่เป็นประจำ
4.2 เมื่อกุ้งมีปัญหาด้านสุขภาพ ต้องวินิจฉัยโรคและวิเคราะห์สาเหตุ และมีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโรคกุ้งที่มีประสิทธิภาพ
4.3 ในกรณีที่จำเป็น เมื่อต้องการรักษาโรคกุ้ง ต้องใช้ยาปฏิชีวนะที่อนุญาตให้ใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ยา สารเคมีและวัตถุอันตรายที่ใช้ต้องขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ หลังจากใช้มีการเลี้ยงต่อไป เพื่อมิให้ยาเหลือตกค้างอยู่ในปริมาณที่เกินกำหนด

5. สุขอนามัยฟาร์ม
5.1 บริเวณภายในฟาร์มสะอาด ถูกหลักอนามัยอยู่เสมอ ขยะและสิ่งปฏิกูลจากโรงเพาะฟักและอนุบาลมีการทิ้งและกำจัดอย่างถูกวิธี
5.2 เก็บรักษาปัจจัยการผลิต วัสดุและอุปกรณ์ต่างๆ ในลักษณะที่ดี ไม่ให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ที่เป็นพาหะนำโรค
5.3 มีห้องสุขาที่ถูกต้องตามหลักอนามัย ของเสียไม่ไหลซึมหรือปนเปื้อนเข้าสู่ระบบ
การเลี้ยงกุ้ง
5.4 น้ำที่ใช้ในการเลี้ยงกุ้งมีปริมาณแบคทีเรีย (Total Coliform) ไม่เกินค่าที่กำหนดไว้

6. การเก็บเกี่ยวผลผลิตและการขนส่ง
6.1 เกษตรกรต้องวางแผนการจับและจำหน่าย โดยเน้นการรักษาความสด และความสะอาด
6.2 มีรายงานผลการสุ่มตรวจยาปฏิชีวนะตกค้างในผลผลิตกุ้ง และมีใบกำกับการจำหน่าย
สัตว์น้ำ


7. การจดบันทึกข้อมูล
มีบันทึกการจัดการเลี้ยง การให้อาหาร การใช้ยาและสารเคมีที่ถูกต้องสม่ำเสมอมีความทันสมัย

วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ความสำคัญของหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำ(Movement Document)

กรมประมงกำหนดให้มีระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ในอุตสาหกรรมการผลิตสินค้ากุ้งและสัตว์น้ำอื่น ๆ ของไทยเพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานการผลิตให้เป็นที่ยอมรับของประเทศคู่ค้า โดยใช้หนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบย้อนกลับถึงที่มาของปัญหาในกรณีที่พบว่าสินค้าไม่ได้มาตรฐาน

หนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำ(Movement Document:) เป็นเอกสารที่กรมประมงออกให้กับเกษตรกรเมื่อต้องการขายกุ้งและสัตว์น้ำที่เลี้ยงทุกชนิด ในหนังสือกำกับฯ จะระบุที่มาของสัตว์น้ำ เช่น ชื่อ ที่อยู่เกษตรกร จำนวน ขนาดสัตว์น้ำ วันที่จับ เป็นต้น หนังสือฯ นี้จะติดไปกับสัตว์น้ำที่จำหน่ายจนไปถึงโรงงาน เมื่อผู้ประกอบการต้องการส่งออกสินค้าและต้องการให้กรมประมงออกหนังสือรับรองใดๆ เช่น หนังสือรับรองส่งกุ้งไปสหรัฐอเมริกา (DS-2031) หนังสือรับรองสุขอนามัยสินค้า (Health Certificate) ผู้ส่งออกจะต้องแนบหนังสือกำกับฯ มาพร้อมกับคำขอหนังสือรับรองนั้น ๆ ด้วยทุกครั้งเพื่อแสดงที่มาของวัตถุดิบ

กรมประมงเริ่มใช้หนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำมาตั้งแต่ ปี 2545 และเป็นข้อกำหนดประการหนึ่งที่บรรจุไว้ในแผนปฏิบัติการลดสารตกค้างไนโตรฟูรานส์และคลอแรมฟินิคอล ที่เสนอต่อสหภาพยุโรป ปัจจุบันกรมประมงได้ปรับปรุงรูปแบบหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำใหม่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อลดปัญหาการปลอมแปลงหรือการเอาสัตว์น้ำอื่นที่ไม่ใช่ของเกษตรกรรายนั้นมาปนจนเป็นเหตุให้การตรวจสอบย้อนกลับไม่ได้ผลตามวัตถุประสงค์ ปัจจุบันการสืบย้อนกลับได้ของสินค้าหรือTraceability นับจะมีความสำคัญและต้องปฏิบัติเป็นรูปธรรมมากขึ้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้า จึงถือเป็นข้อได้เปรียบของประเทศไทยที่ได้เริ่มใช้หนังสือกำกับฯ ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องมือในการสอบย้อนกลับแบบกระดาษมาหลายปีแล้วและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายล้วนเห็นความสำคัญของหนังสือกำกับฯ ปัจจุบันกรมประมง รวมทั้งบริษัทแปรรูปและส่งออกบางราย และเกษตรกรบางกลุ่มได้พัฒนาระบบสอบย้อนด้วยคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งานแล้ว อย่างไรก็ตามหนังสือกำกับฯ ก็ยังคงต้องใช้ประกอบไปด้วยแม้จะมีระบบคอมพิวเตอร์แล้วก็ตาม

การออกหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำและลูกพันธุ์สัตว์น้ำ

ข้อปฺฏิบัติในการออกหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำ(MD)
1. ออกให้กับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนแล้วเท่านั้น
2. เกษตรกรต้องยื่นคำขอตามแบบ จ.ส.น.1
3. มีหนังสือกำกับฯ การจำหน่ายลูกพันธุ์มาด้วย
4. ผลผลิตและลูกพันธุ์มีความสัมพันธ์กัน ทั้งนี้อัตรารอดอย่างมากไม่เกิน 100 %
5. เจ้าหน้าที่ต้องออกหนังสือกำกับฯ ให้ถูกต้อง ไม่มีที่ตำหนิ เพราะจะมีผลต่อการซื้อขายต่อไป
6. กรณีแก้ไขตัวเลขหรือสาระสำคัญอื่น ๆ เช่น จำนวน วันที่จับ ให้เจ้าหน้าที่ลงชื่อกำกับฯ พร้อมประทับตรากรมประมงหรือตราชมรมไว้ตรงที่แก้ไขด้วย หากมีการแก้ไขมากควรออกหนังสือฉบับใหม่
7. กรอกข้อมูล MD online ให้ครบทุกฉบับที่ออกให้แล้วเสร็จภายใน 24 ชั่วโมง (ปัจจุบันยังไม่ได้พัฒนาโปรแกรมสำหรับกรอกข้อมูล FMD online)
8. ประมงจังหวัด และ ผู้อำนวยการศูนย์ /หัวหน้าสถานี มีหน้าที่ต้องตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ของหนังสือกำกับฯ ที่ออกโดยหน่วยงานให้ถูกต้อง
9. ประมงจังหวัดมีหน้าที่ดูแลให้เอกชนผู้ได้รับการประกาศรับรองฯ ในจังหวัดของตนปฏิบัติให้ถูกต้อง และรายงานกรมประมงตามแบบฟอร์ม จ.ส.น.7 มายังสำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง หรือสำนักวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด ตามระเบียบ ทุกวันที่ 5 ของเดือน

ข้อปฺฏิบัติในการออกหนังสือกำกับการจำหน่ายลูกพันธ์สัตว์น้ำ(FMD)
1. เกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนแล้ว
2. เกษตรกรยื่นคำขอตามแบบ จ.ส.น.1
3. กรอกรายละเอียดในหนังสือกำกับการจำหน่ายลูกพันธ์สัตว์น้ำให้ครบถ้วน
4. Reference no. ของหนังสือกำกับฯ ลูกพันธุ์สัตว์น้ำ ใช้เช่นเดียวกับหนังสือกำกับฯ สัตว์น้ำ
5. ต้องลงรายละเอียดชื่อเกษตรกรผู้ซื้อพร้อมทะเบียนฟาร์ม และที่อยู่ฟาร์มให้ชัดเจนด้วย
6. ผู้ขอต้องขายลูกพันธุ์สัตว์น้ำให้กับเกษตรกรทีระบุให้แล้วเสร็จภายใน 5 วัน

การกรอกข้อมูลในหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำ
การกรอกข้อมูลส่วนที่ 1
1. Ref.no…….. เป็นเลข 15 หลัก ทั้งนี้ใช้หลักการเดียวกันทั้ง จ.ส.น.2 และ จ.ส.น.3
2. ออกโดย………………… ให้ระบุชื่อหน่วยงานหรือบุคคลที่ออก ไม่ใช้รหัส
3. เขียนตัวอักษรกำกับจำนวนสัตว์น้ำ และขนาดบ่อ ให้ชัดเจนทุกครั้ง กันการแก้ไขปลอมแปลง
4. ถ้าเป็นฟาร์มหรือโรงเพาะฟักที่ได้รับมาตรฐานฟาร์มแล้ว ให้กาเครื่องหมายลงในช่องตามชนิดของมาตรฐานฟาร์มที่ได้รับ พร้อมทั้งเขียนระบุเลขที่มาตรฐานฟาร์มที่ได้รับไว้ด้วย เพื่อการตรวจสอบในภายหลัง
5. เขียนหรือประทับชื่อเจ้าหน้าที่ ใต้ลายเซ็น
6. ประทับตราครุฑ หรือตราชมรม ข้างลายมือชื่อเจ้าหน้าที่ทุกครั้ง ทั้งนี้อย่าประทับลงบนชื่อจนทำให้มองลายมือชื่อไม่ชัดเจน
7. กรณี ชมรม/กลุ่ม/บุคคล ที่ได้รับการประกาศรับรอง ให้ประทับชื่อชมรม/กลุ่ม/บุคคล ที่อยู่ พร้อมทั้งประทับตราชมรมตามที่ได้แนบประกอบการขออนุญาต แทนครุฑ ที่หัวกระดาษทุกครั้ง
8. วันที่ออก และวันที่จับ ห่างกันไม่เกิน 5 วัน ในกรณีที่ขอย้อนหลัง จะย้อนหลังให้ได้ไม่เกิน 3 วัน (นับถัดจากวันที่ขายสัตว์น้ำ)
9. หนังสือกำกับฯ 1 ใบ ใช้กับ 1 บ่อ หรือ 1 กระชัง และ 1 ชนิดสัตว์น้ำ เท่านั้น ถ้ามีการเลี้ยงปนกัน เช่น กุ้งกุลาดำ รวมกับกุ้งขาว ก็ให้ออกแยกเป็น 2 ใบ
10. ไม่ออกหนังสือกำกับฯ โดยเว้นว่างข้อความใด ๆ ไว้ให้เกษตรกรเติมเองโดยเด็ดขาด เพราะถ้าเกษตรกร ไม่เติมให้ ความบกพร่องจะเกิดกับเจ้าหน้าที่ผู้ออกและหน่วยงานโดยตรง ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเสมอ
11. กรณีฟาร์มที่ได้รับรองมาตรฐาน ให้ระบุเลขที่ CoC GAP หรือ Safety Level ไว้ด้วย

การกรอกข้อมูลส่วนที่ 2
ให้เจ้าหน้าที่ชี้แจงแนะนำเกษตรกรทุกครั้งว่า ข้อมูลในส่วนที่ 2 มีความสำคัญมาก หากเกษตรกรไม่กรอกข้อมูลให้เรียบร้อยจะเปิดโอกาสให้เกิดการปลอมหรือสวมสัตว์น้ำขึ้น และให้แนะนำเกษตรกรปฏิบัติดังนี้
1. เมื่อจับสัตว์น้ำขายจริง ให้กรอกรายละเอียดผู้ซื้อ จำนวน และเขียนตัวอักษรกำกับจำนวน และอื่น ๆ ให้ครบทุกครั้ง เพื่อป้องกันการแก้ไขปลอมแปลง
2. ผู้ซื้อสัตว์น้ำต้องขึ้นทะเบียนกับกรมประมงแล้วเท่านั้น
3. ลงลายมือชื่อเกษตรกรในช่องผู้ขาย และผู้ซื้อในช่องผู้ซื้อ ให้เรียบร้อย และประทับตราทั้งสองฝ่าย (ถ้ามี)
4. ลายมือชื่อเกษตรกรผู้ขายในส่วนที่ 2 ควรเป็นลายมือเดียวกับส่วนที่ 1
5. ไม่เว้นว่างข้อความใด ๆ ไว้ให้ผู้ซื้อเติมเองโดยเด็ดขาด เพราะเป็นการเปิดช่องให้มีการสวมปนสัตว์น้ำ
6. กรณีที่จับสัตว์น้ำได้มากกว่าที่แจ้งไว้ในส่วนที่ 1 เกินกว่า 15 % ให้เขียนเบอร์โทรศัพท์ของเกษตรกรไว้ด้วย กรณีที่เจ้าหน้าที่สงสัยว่าอาจมีการปนหรือสวมสัตว์น้ำ จะได้ติดต่อสอบถามได้ทันที ดังนั้นการให้เบอร์โทรไว้จะเป็นประโยชน์กับเกษตรกรโดยตรง
7. ถ้าจับสัตว์น้ำล่าช้าเกิน 5 วันนับถัดจากวันที่ออก ให้เกษตรกรแจ้งยกเลิกและขอหนังสือกำกับฯ ฉบับใหม่
8. กรณีที่เกษตรกรมอบสัตว์น้ำให้กับผู้หนึ่งผู้ใดไปขายแทนโดยที่ยังไม่ทราบซื่อผู้ซื้อ ก็ให้เกษตรกรลงรายละเอียดจำนวนสัตว์ ขนาด และเขียนอักษรกำกับฯ จำนวนไว้ให้เรียบร้อย พร้อมลงลายมือชื่อไว้ก่อน เมื่อทราบผู้ซื้อแล้วจึงลงรายละเอียดผู้ซื้อภายหลัง
9. กรณีที่เกษตรกรมอบสัตว์น้ำให้กับผู้หนึ่งผู้ใดไปขายแทน โดยเกษตรกรไม่ลงลายมือชื่อ และรายละเอียดสัตว์น้ำไว้ก่อนตามข้อ 8 แต่ต้องการให้ผู้ที่ตนมอบหมายทำการแทนทั้งหมด ก็ให้แนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของเกษตรกรและผู้ที่รับมอบหมายไว้กับหนังสือกำกับฯ ด้วย มิฉะนั้นแล้วจะมีปัญหาเวลาขายเนื่องจากชื่อผู้ขายในส่วนที่ 2 และชื่อเกษตรกรในส่วนที่ 1 จะไม่ตรงกัน ซึ่งผู้ซื้อหรือตลาดกลางจะไม่รับซื้อ
10. กรณีที่จำนวนสัตว์น้ำในส่วนที่ 2 มากกว่าส่วนที่ 1 เกิน 15 % กรมประมงอาจไม่ออกหนังสือรับรองใด ๆ ให้กับผู้ประกอบการหรือโรงงานแปรรูปที่ใช้หนังสือนั้น เพราะจะต้องตรวจสอบเพิ่มเติมว่าเป็นสัตว์น้ำของเกษตรกรรายนั้นจริงหรือไม่ โดยการสอบถามไปยังเกษตรกรตามเบอร์โทรที่ให้ไว้ และตรวจสอบจำนวนลูกพันธ์สัตว์น้ำ ซึ่งจะต้องสัมพันธ์กับจำนวนสัตว์น้ำด้วย
11. กรณีเกษตรกรแบ่งขายสัตว์น้ำให้กับผู้ซื้อมากกว่า 1 ราย ให้เกษตรกรลงชื่อเป็นทั้งผู้ขายและผู้ซื้อในส่วนที่ 2 ก่อน แล้วจึงลงรายละเอียดผู้ซื้อทุกรายลงในส่วนที่ 3 แล้วปฏิบัติตามวิธีการแบ่งขาย

การกรอกข้อมูลส่วนที่ 3
1. เมื่อผู้ซื้อที่ปรากฏชื่อในส่วนที่ 2 ต้องการขายสัตว์น้ำต่อให้กับผู้ซื้อรายใหม่ ให้ลงรายละเอียดผู้ซื้อและรายละเอียดสัตว์น้ำที่ซื้อขายลงในส่วนที่ 3 ให้ครบถ้วน แล้วลงลายมือชื่อผู้ซื้อ และผู้ขายไว้ พร้อมประทับตรา(ถ้ามี)
2. กรณีแบ่งขายมากกว่า 1 ราย ให้ปฏิบัติตามวิธีการแบ่งขาย
3. กรณียังขายไม่หมด แต่จำเป็นต้องส่งมอบหนังสือกำกับฯ ให้กับผู้ซื้อ ให้ลงชื้อผู้ขายเองไว้เป็นผู้ซื้อรายสุดท้าย ซึ่งจะสามารถขายต่อไปได้ โดยลงรายละเอียดผู้ซื้อที่มาทีหลังไว้ในส่วนถัดลงมา

การกรอกข้อมูลส่วนที่ 4, 5 หรือ 6
ปฏิบัติเช่นเดียวกับการกรอกส่วนที่ 3

การจัดการความรู้ (Knowledge Management)

ความรู้คืออะไร

ความรู้ คือ สิ่งที่สั่งสมมาจากการศึกษาเล่าเรียนการค้นคว้าหรือประสบการณ์ รวมทั้งความสามารถเชิงปฏิบัติและทักษะ ความเข้าใจ หรือสารสนเทศที่ได้รับมาจากประสบการณ์ สิ่งที่ได้รับมาจากการได้ยิน ได้ฟัง การคิดหรือปฏิบัติองค์วิชาในแต่ละสาขา (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒)ความรู้ คือ สารสนเทศที่ผ่านกระบวนการคิด เปรียบเทียบ เชื่อมโยงกับความรู้อื่น จนเกิดเป็นความเข้าใจและนำไปใช้ประโยชน์ในการสรุปและตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆ โดยไม่จำกัดช่วงเวลา (Hideo Yamazaki)


การจัดการความรู้คืออะไร

การจัดการความรู้ คือ เป็นการรวบรวมวิธีปฏิบัติขององค์กรและกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับ การสร้าง การนำมาใช้ และเผยแพร่ความรู้และบริบทต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ (The World Bank)

การจัดการความรู้ คือ วิธีการจัดการความรู้เป็นกลยุทธ์และกระบวนการในการ จำแนก จัดหาและนำความรู้มาใช้ประโยชน์ เพื่อช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ (European Foundation for Qulity Managerment : EFQM)

การจัดการความรู้ คือ การจัดการความรู้เป็นแผนการที่เป็นระบบและสอดคล้องกันในการ จำแนก บริหารจัดการ และแลกเปลี่ยนสารสนเทศต่างๆซึ่งได้แก่ฐานข้อมูล เอกสาร นโยบายและขั้นตอนการทำงานรวมทั้งประสบการณ์และความชำนาญต่างๆของบุคลากรในองค์กร โดยเริ่มจากการรวบรวมสารสนเทศและประสบการณ์ต่างๆ ขององค์กร เพื่อเผยแพร่ให้พนักงานสามารถเข้าถึงและนำไปใช้ (The US Department of Army)

การจัดการความรู้ คือ การจัดการเพื่อเอื้อให้เกิดความรู้ใหม่โดยใช้ความรู้ที่มีอยู่และประสบการณ์ของคนในองค์กรอย่างเป็นระบบ เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่จะทำให้เกิดความได้เปรียบเหนือคู่แข่งทางธุรกิจ (Ryoko Toyama)

การจัดการความรู้ คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในส่วนราชการซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบเพื่อให้ทุกคนในองค์การสามารถเข้าถึงความรู้และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์การมีความรู้ความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด (ก.พ.ร.)

การจัดการความรู้ คือ กระบวนการที่ดำเนินการร่วมกันโดยผู้ปฏิบัติงานในองค์กรหรือหน่วยงานย่อยขององค์กร เพื่อสร้างและใช้ความรู้ในการทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ดีขึ้นกว่าเดิม โดยมีเป้าหมายพัฒนางานและคน (น.พ.วิจารณ์ พานิช แห่งสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม : สคส.)

โดยสรุปจะเห็นว่าการจัดการความรู้โดยหลักคือ การดำเนินการเกี่ยวกับองค์ความรู้ที่มีอยู่ในองค์กร เพื่อให้บุคคลในองค์กรสามารถนำองค์ความรู้นั้นมาพัฒนาให้คนในองค์กรเป็นคนเก่งขึ้น และองค์กรดีขึ้น

ความรู้ คือ คำ 3 คำที่มีความหมายใกล้กัน และมักก่อให้เกิดความสับสนระหว่างกัน คือ ข้อมูล (Data) สารสนเทศ (Information) และความรู้ (Knowledge)

ข้อมูล หมายถึง ข้อเท็จจริง
สารสนเทศ หมายถึง ข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบที่สามารถนำมาประมวลผล วิเคราะห์ได้

ความรู้ ไม่ใช่สารสนเทศ แต่เกิดจากสารสนเทศ ความรู้เกิดจากการที่บุคคลรับรู้สารสนเทศและให้ความหมายหรือทำความเข้าใจสารสนเทศนั้น เกิดเป็นความเชื่อในเรื่องใดเรื่องหนึ่งของบุคคลผู้นั้น ความรู้ในแต่ละคน และแต่ละองค์กรจึงมีความหมายแตกต่างกัน (ถึงแม้จะเป็นความรู้ในเรื่องเดียวกัน) พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ความหมายของ ความรู้ไว้ว่า ความรู้ คือ สิ่งที่สะสมมาจากการศึกษาเล่าเรียน การค้นคว้าหรือประสบการณ์ รวมถึงความสามารถเชิงปฏิบัติและทักษะ ความเข้าใจ หรือสารสนเทศที่ได้รับมาจากประสบการณ์ สิ่งที่ได้รับมาจากการได้ยิน ได้ฟัง การคิด หรือการปฏิบัติองค์วิชาในแต่ละสาขา ความรู้สามารถแบ่งแบบง่ายๆได้เป็น 2 ประเภท คือ

ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์ หรือสัญชาตญาณของแต่ละบุคคลในสิ่งต่างๆ เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้ง่าย เช่น ความรู้ในเรื่องทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดวิเคราะห์ บางครั้งจึงเรียกว่าเป็นความรู้แบบนามธรรม (Abstract)

ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวมถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่างๆ เช่น การเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่างๆ และ บางครั้งเรียกว่าความรู้แบบรูปธรรม (Concrete)

กระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management Process)

1. การบ่งชี้ความรู้ที่จำเป็นต้องมี (Knowledge Identification) วิสัยทัศน์/พันธกิจ/เป้าหมายคืออะไร, เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย จำเป็นต้องรู้อะไร, ขณะนี้มีความรู็อะไรบ้าง, อยู่ในรูปแบบใด, อยู่ที่ใคร

2. การสร้างและแสวงหาความรู้ (Knowledge Creation and Acquisition) สร้างความรู้ใหม่, แสวงหาความรู้จากภายนอก, รักษาความรู้เก่า, กำจัดความรู้ที่ใช้ไม่ได้แล้ว

3. การจัดการความรู้ให้เป็นระบบ (Knowledge Organization) วางโครงสร้างความรู้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเก็บความรู้อย่างเป็นระบบในอนาคต

4. การประมวลและกลั่นกรองความรู้ (Knowledge Codification and Refinement) ปรับปรุงรูปแบบเอกสารให้เป็นมาตรฐาน, ใช้ภาษาเดียวกัน, ปรับปรุงเนื้อหาให้สมบูรณ์

5. การเข้าถุงความรู้ (Knowledge Access) การฝึกอบรม, หนังสือเวียน, Board, Webboard ฯลฯ

6. การแบ่งปันแลกเปลี้ยนความรู้ (Knowledge Sharing) เอกสาร, ฐานความรู้, เทคโนโลยีสารสนเทศ (Explicit Knowledge) ทีมข้ามสายงาน, กิจกรรมกลุ่มคุณภาพและนวัตกรรม, ชุมชนแห่งการเรียนรู้, ระบบพี่เลี้ยง, การสับเปลี่ยนงาน, การยืมตัว, เวทีแลกเปลี่ยนความรู้ (Tacit Knowledge)

7. การเรียนรู้ (Learning) หมุนเวียนความรู้ องค์ความรู้>นำความรู้ไปใช้>การเรียนรู้และนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง>เกิดการเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่

แผนที่ (MAP)


ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น


สำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล
กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เกษตรกลาง เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทร. 0 2561 4683 โทรสาร. 0 2579 2421
อีเมล์ : thaishrimp@hotmail.com
webmaster@thaiqualityshrimp.com



Google




Search WWW Search fisheries.go.th